| Vazzup's profile:: Vazzup ฮาได้ทุกสถานกา...PhotosBlogLists | Help |
|
03 February เรื่องที่ไม่กล้าเล่า5 เรื่อง
บล็อคผมนี้คนตอบน๊อยน้อย คนตอบแต่ละคนก็แสบๆ ทั้งนั้น
แต่ไปดูสถิติตัวเลขทำไมมันมากมายขนาดนี้
ดูมานานแล้ว ทำให้รู้ว่าจริงๆ บล็อคผมมีขาประจำ ขาจร เยอะมากนะ
คนเก่าก็มาก ,คนเพื่อนส่ง Link ไป ,คน Search จาก google
บางทีเค้า Search คำว่า "แสงตกกระทบวัตถุ" ดันมาเจอ Blog ผมเฉย
ไม่ได้เกี่ยวกันเลย แต่เค้าก็ทะลึ่งคลิกเข้ามาเฉยเลยนะ
ซวยไป จะทำการบ้านดันมาเจอ blog ห่าๆ
เอาไปใส่บรรทัดไหนของการบ้านได้วะเนี่ย 5ๆๆๆ
ส่วนใหญ่จะเข้ามาอ่านแล้วผ่านไป
อารมณ์ประมาณมาอ่านเอาขำ
แบบวันนี้มันจะอัพเรื่องจังไรๆ อะไรอีกวะ
ผมเรียกคนมาแอบอ่านมาตั้งนานแล้วว่า
"มนุษย์ต่างแอบ"
แล้วเป็นอะไรที่มีอำนาจลึกลับมาก
บางทีผมเข้า Blog ตัวเองแล้ว
สัมผัสได้ถึงสุรเสียงจากมนุษย์ต่างแอบเหล่านี้
เป็นเสียงแว่วๆ มา
"เฮ้อ วันนี้ไม่ขำเลยว่ะ เป็นไรของมันวะ"
"ไอ้ห่า คิดได้ไง นม UFO ฮ่าๆๆๆ"
"เฮ้ย ชีวิตฉันเลย โดนๆ"
"อัพวันไหนมั่ง บอกให้เป็นทางการหน่อยได้มั๊ย"
"ดองหาพ่อง.."
"มันเป็นใคร ดูหน้ามันหน่อยซิ"
พอ!
ยังไงก็ขอบคุณนะครับ
อุตส่าห์เข้ามากัน
สักวันผมจะฉลองครบล้านไอดี
ถ่ายรูปไข่ตัวเองล้วนๆ เป็นของขวัญ 1 Blog ถ้วน
วันนี้เป็นเรื่องของมนุษย์ต่างแอบคนนึง
ที่ปรากฏตัวครั้งแรกในบล็อคนี้
Vazzup โดน Tag สาวสมองน้อย
สวัสดีค่า แอบอ่านมาหลายที คราวนี้ขอเปิดเผยตัว แล้วก็ขอ Tag ด้วย เชิญไปรับ Tag และเข้าใจว่ามันคืออะไรที่ Space ข้าพเจ้าด้วยนะคะ (บังคับ เล็กๆ) :D 02 กุมภาพันธ์ 14:51 (http://ycmm2528.spaces.live.com/) จากบล็อคที่แล้ว น้องเค้าเปรี้ยวปากหรืออย่างไรไม่ซาบ
เปิดเผยตัวครั้งแรกเจ๊เค้าก็ Tag ผมทันที
การ Tag คือวิธีการหลอกคนใคร่รู้ปนโง่นิดๆ เข้าไปไดฯ ของเค้า
จากนั้นก็จะรู้ว่า
อ้อ! โดนหลอก
พอเข้าไปก็เข้าทาง
เค้าก็จะอธิบายว่า คนโดน Tag ต้องเล่าเรื่องที่คนอื่นไม่เคยรู้ 5 เรื่อง
เอาล่ะสิ
ตามมารยาทแล้วผมต้องเล่าใช่มั๊ย
ผมต้องเล่าหรือเปล่าครับคนอ่าน
(สุรเสียงจากมนุษย์ต่างแอบดังพร้อมกันขึ้นมา "เออ")
จริงๆ เรื่องที่คนอื่นไม่เคยรู้แล้วจะให้เล่าเนี่ย
มันก็เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะหาเวลามาเล่าอยู่แล้ว
มันธรรมดาไป
ถ้าน้องเค้าอุตส่าห์มาเล่น Tag Vazzup ทั้งที
มาปฏิสัมพันธ์อะไรกับ Vazzup ต้องได้อะไรที่มากกว่า
ผมตัดสินใจจะเล่าเรื่องที่เคยมีคนรู้แต่ไม่กี่คน
ผมจะเล่าเรื่องที่ไม่กล้าเล่า
และ
"ไม่เคยคิดจะเล่าเลยในชีวิตนี้"
บล็อคนี้อุทิศให้กับน้องที่มา Tag
ถ้าเรื่องที่เล่าทำให้คนที่อ่านเลิกคบพี่
น้องคนนั้นต้องเอาเพื่อนผู้หญิงมาให้พี่ Tag เท่าจำนวนที่เลิกคบ
โอเคเปล่า?
ผมจะเริ่มเล่าแล้ว
ขอเสียงปรบมือเป็นกำลังใจให้ด้วยครับ
------------------------------------------------------------------------
เรื่องที่ 1
"เสียตัวครั้งแรก"
ในกาลสมัยที่ผมเรียนปี 2 ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจันทบุรี (แต่ไม่ได้จบที่นี่)
ผมได้มีโอกาสได้รู้สึกกับหญิงสาวคนนึงชื่อหน่อย นามสมมุติ
หน่อยเป็นเพื่อนต่างคณะ โดยเป็นรุ่นพี่ผม 1 ปี
เรารู้จักโดยบังเอิญตอนผมเข้าไปใช้ Internet ในตึกวิทย์ฯ
สมัยนั้นยังไม่มี MSN
นักศึกษาสมัยนั้นส่วนใหญ่จะใช้ ICQ กัน
ผมออน ICQ คุยหาสาวไปเรื่อยๆ
สักพักหน่อยเข้ามานั่งข้างๆ ผม
ไอ้เราทีแรกก็ไม่ได้สนใจอะไร
แต่แอบเหลือบมองเหมือนกันว่าเค้าออน ICQ เหมือนกัน
ตอนผมลุกไปห้องน้ำ
กลับมานั่งที่เดิม ปรากฏว่ามี Mesage box อันใหม่ขึ้นมา
"สวัสดีค่ะ ชื่ออะไรคะ"
"ดีครับ ชื่อโอ๋ครับ"
"ชื่อหน่อยค่ะ นั่งอยู่ข้างๆ เธอเนี่ย"
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์
ผมกับหน่อยสนิทกันเรื่อยๆ แล้วหน่อยก็สนิทกับเพื่อนผมด้วย
แล้วเพื่อนหน่อยก็สนิทกับเพื่อนผมด้วย
ได้ผลพลอยได้กันถ้วนหน้า
เริ่มมีไปรับไปส่งกันภายในมหาลัยฯ
ใช้เวลา 1 อาทิตย์
หน่อยให้ผมส่งที่บ้าน
หน่อยชวนขึ้นบ้าน
บอกว่าวันนี้แม่ไม่อยู่
หน่อยจะทำกับข้าวให้กิน
ผมเดินตามขึ้นไปตามประสาซื่อ
ตามประสาของหนุ่มใสบริสุทธ์
ที่ไม่รู้ว่าในวันนั้น ตัวเองจะก้าวขาเข้าสู่ความโหดร้ายของมนุษย์
จากผู้หญิงคนนึงที่วางแผนจะฉีกพรหมจรรย์ของเรา
ผมเดินตามไปถึงห้องรับแขก
หน่อยที่เดินตามๆ ผมอยู่ หันหลังขวับ
เอามือโอบคอผมแล้วถาม "รักหน่อยเปล่า"
ผมอึ้ง ใจเต้นระทึกตึกตักๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตึกตักๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตึกตักๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ผม : "ห๋า เล่นไรเนี่ยตกใจนะ"
หน่อยกระโดด Kiss
ตาผมเหลือกโพลน
เฮ้ย! ปาก !~ นี่มันปากผู้หญิง
เคยดูแต่ในหนัง
โอ้ว ~ นิ่ม
เฮ้ยๆ อะไรนั่นน่ะ
ล..ล..ลิ้น
มันไวไปกับ First Kiss
เข้ามาแล้ว ลื่นๆ หนืดๆ
โอ้ว~
โอ้ว~ ยอมทุกอย่าง ยอมแล้ว
กาจู๋ตื่นแร้น~
หน่อยสัมผัสได้ถึงความตื่นตัว
ลากมือเข้าในกางเกงผม
ผมโก่งตูดเขินอายแต่ก็ไม่วายพ้นมือหน่อย
หน่อยเอื้อมมือทักทายเจ้าหนู
ลูบ ลูบ
..อ..โอย
อ..อ
หยะ..หยุด
หน่อยหยุด
ผมสูดหายใจสุดแรงเกิด!!!!!!!!!
สแปร๊ดดดดดด~
"หน่อยห้องน้ำอยู่ทางไหน"
ผมออกจากห้องน้ำเสร็จสรรพรีบขอตัวกลับบ้าน
สองวันต่อมา ผมได้รับประกาศนียบัตรจากเพื่อนๆ ว่า
"โอ๋ พ่นน้ำมือหนึ่ง"
สร้างความสนุกสนานให้กับเพื่อนๆ ทุกครั้งที่เจอกัน
หน่อยเอาผมไปขาย ผมจึงเลิกคุยกับหน่อยตั้งแต่นั้น
จบเรื่องที่พยายามลืมเลือนไปจากชีวิต
โอย เล่าแล้วทำไมมันเจ็บปวดใจอย่างนี้วะ
แค่เรื่องแรก แล้วเรื่องที่เหลือจะไหวมั๊ยเนี่ย
----------------------------------------------------------------------
เรื่องที่ 2
"ฆ่าตัวตาย"
ผมเชื่อว่า ในวัยเด็ก วัยรุ่นจนมาถึงวันนี้ คงต้องเคยผ่านการคิดฆ่าตัวตายมาแล้วกันทุกคน
จะแตกต่างกันตรงที่แค่คิด แค่คิดจะทำแต่ยังไม่ทำ หรือเคยพยายามทำกันเลย
โอ๋ เด็กน้อยวัย 14 ปี นมเริ่มแตกพาน เสียงเริ่มแตกหนุ่ม
เริ่มใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข
สิ่งใดที่ไม่ได้ตามที่ต้องการที่ตนเองจัดวางไว้
ถือว่าเป็นความล้มเหลวของชีวิตที่รับกันไม่ได้เลยทีเดียว
เอ๋ พี่ชายผม อายุห่างกว่าผมสองปี
หน้าตาคล้ายผม ต่างกันตรงที่เอ๋ฟันเหยิน ผมฟันไม่เหยิน
เอ๋เจี๊ยวเล็ก ผมเจี๊ยวใหญ่
เอ๋หน้าหมา ผมหน้าหล่อ
(ขอพื้นที่เล็กๆ ด่าพี่ตัวเองแป๊บ)
เวลาผมทะเลาะกับเอ๋
เริ่มต้นด้วยผมปากหมา จบด้วยเอ๋ต่อย
วนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้เรื่อยมา
ขนาดตอนบวชเณรทั้ง 2 คน เอ๋ยังต่อย
เณรเอ๋เรียกผมไปกวาดลานหญ้า
ผมขี้เกียจเลยเดินหนี
เณรเอ๋วิ่งมากระโดดถีบ แล้วต่อยๆๆ บอกผม
"ไอ้สัด เป็นเณร ทำตัวให้มันดีหน่อยๆ "
ต่อยๆ ทำตัวให้มันดีหน่อย
.....
..
.
ต่อยใหญ่เลยเณรคุณภาพ
สัด
(คิดแล้วอารมณ์ขึ้น)
มีอยู่วันนึง ผมทะเลาะกับเอ๋ที่บ้าน
เรื่องมันคงจบด้วยผมเจ็บตัว เอ๋เจ็บใจเหมือนเดิม
ถ้าแม่ไม่มาเอี่ยว
แม่มาถึงก็ด่าผมก่อนเลย บอกเป็นผู้ชายปากจัดได้ไง
เถียงแม่ ไม่ปากจัดแล้วจะให้ต่อยกับเอ๋มันเหรอ
แม่เห็นเถียงเลยสั่งสอนยาว ด่าไปด้วย
อารามน้อยใจทำไมแม่ด่าเราอยู่คนเดียว
ผมเดินร้องไห้ไปที่บ้านที่กำลังก่อสร้าง
ตกเย็นมากแล้ว ท้องฟ้าเป็นที่ส้มแดง
ผมนั่งซบเข่าตัวเองร้องไห้
แม่ง ถ้าเราตายไปพวกเค้าต้องสำนึก
ใช่ ต้องสำนึก ต้องเสียใจไปทั้งชีวิต
ทุกอย่างเงียบสงัด
ผ่านไปหลายชั่วโมง ผมนั่งอยู่ในบ้านก่อสร้างร้างมืดๆ
ยุงกัดก็ไม่รู้สึก ผีก็ไม่กลัว
ได้ยินเสียงแม่แว่วๆ ตะโกนเรียกไกลๆ
ยิ่งสร้างอารมณ์เสียใจมากขึ้น
ดีล่ะจะตายให้ดู
ผมปีนขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคา
ข้างบนยังสร้างไม่เสร็จ ผมมุดไปใต้หลังคา
เบื้องหน้าเต็มไปด้วยฝ้าเพดาน
ผมนั่งลงแล้วมองหาของรอบข้าง
จะตายยังไงดี จะตายยังไงดี
เริ่มแรก ผมทุบอกตัวเองก่อน
ทุบๆ โอย.เจ็บ~
บีบจมูกตัวเอง บีบๆ จวนเจียนๆ ปากเสือกอ้าดูดอากาศเฉย
ปิดทั้งปากทั้งจมูก
อึด อึด อึด
ปล่อยทั้งปากทั้งจมูก ดูดอากาศอย่างกระหาย
อ่า~ ไม่ไหว เราอดทนไม่ได้แล้ว ใช้วิธีนี้ไม่ได้
หาของแหลมๆ
มีลวดเหล็กขนาดใหญ่
ผมหยิบมันขึ้นมา
จะแทงยังไงดี จะแทงตรงไหน
ผมเอาจิ้มแขนตัวเอง
โอ๊ย อะไรก็เจ็บไปหมดโว้ย
ทำไมมันตายยากตายเย็นขนาดนี้วะ
นั่งสงบพักนึง
เริ่มคิดได้
เรามาทำอะไรตรงนี้
จะตายไปทำไม
หนังที่เช่ามายังไม่ได้ดูเลย
ตายแล้วพรุ่งนี้ที่เพื่อนชวนไปเที่ยวทะเลก็อดดิ
เลิก!!!!!!!!
ตัดสินใจเลิกคิดฆ่าตัวตาย
กลับบ้านดีกว่า หิวข้าวแล้ว
ช่วงระหว่างลุกขึ้น ผมลืมไปว่าอยู่ใต้หลังคาในแนวเฉียง
หัวผมโขกกับหลังคาปูนอย่างแรงดังสนั่น
เสียหลักโน้มตัวไปข้างหน้าล้มลงไป
กระแทกกับฝ้าหลังคาจนพังทลายด้วยน้ำหนักตัว
ผมร่วงละลิ่วลอยเคว้งอากาศ
แล้วกระแทกกับพื้นด้านล่าง!!!!!
แอ่ก!!!
หายใจไม่ออก...
พูดไม่ได้
เราตายหรือยัง
..
เราตายหรือยัง
.....ผมยังไม่อยากตาย....
มีคนเข้ามาช่วยผมเพราะได้ยินเสียงดังโครมคราม
ผมขยับตัวไม่ได้เลย
มีคนไปเรียกคนที่บ้านผม
ผมเจ็บอยู่ แต่ก็กลัวความผิด กลัวแม่ด่า
แต่เมื่อแม่กับเอ๋มาถึง
สิ่งที่ผมเห็นคือ
"น้ำตา"
พวกเค้าร้องไห้
ไม่มีเสียงด่า
ไม่มีท่าทีที่โมโห
มีแต่คำว่า "โอ๋ ได้ยินแม่มั๊ย"
"พี่ๆ เรียกรถที น้องผมตกหลังคา!!!"
ก่อนจะหลับ ผมสำนึกตัวเองด้วยการถามตัวเอง
"ผมมาทำอะไรที่นี่..."
จบเรื่องที่ 2
------------------------------------------------------------------------
เรื่องที่ 3
"สมัครประธานนักเรียน"
ใครจะเชื่อล่ะครับ Vazzup เคยสมัครประธานนักเรียนกับเค้าด้วย
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ เป็นโรงเรียนระดับจังหวัดที่ต้องสอบเข้ากันเลยทีเดียว
โรงเรียนมีชื่อทางด้านเด็กคุณภาพทางด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
ดังนั้นสายวิทย์ทั้ง 8 ห้องจึงได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ
สายศิลป์ 2 ห้องคือห้องชนกลุ่มน้อย
ห้องที่เต็มไปด้วยเด็กเกเร มาเฟีย เด็กเส้น
เกือบทุกเรื่องของปัญหาในโรงเรียนเช่น
เด็กตีกัน เด็กสูบบุหรี่ในห้องน้ำ เด็กด่าอาจารย์ เด็กพ่นสีในโรงเรียน เด็กโดดเรียน
ล้วนมาจากเด็กสายศิลป์แทบทั้งสิ้น
สร้างปัญหาให้กับโรงเรียนและครูอาจารย์มาตลอดทุกรุ่น
จนถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มเด็กที่ต้องเก็บซ่อนให้ลึกที่สุดในสายตาของสังคมข้างนอก
อาจารย์ที่มาประจำชั้น คือคนที่ซวยที่จับสลากได้มา
.. ผมอยู่สายศิลป์ ..
ผมเรียนสายศิลป์เพราะชอบภาษาอังกฤษ
สัปดาห์แรกของ ม. 4 ผมแทบรับไม่ได้
ที่เพื่อนร่วมห้องผมเต็มไปด้วยที่รวมตัวเด็กเกเรของทุกห้องที่ขึ้นมาจาก ม.3
บางคนยังเคยกลั่นแกล้งผมด้วยซ้ำ
ผมเกลียดคนเหล่านี้ แต่ผมเสือกเกลียดคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์มากกว่า
เลยตัดสินใจไม่ขอย้ายห้อง
ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าห้องจากการกึ่งขอร้องของอาจารย์ประจำชั้น
แต่การบอกให้ทุกคนหยุดคุยเพื่อฟังที่อาจารย์สอนไม่เคยเป็นผล
หัวหน้าห้องมีหน้าที่ไปเอาสมุดการบ้าน,ลบกระดาน และบอกให้ทุกคนยืนตรงเท่านั้น
บางวันคนเหล่านั้นมาแกล้งเพื่อนผมที่อ่อนแอ ถอดกางเกง ชกต่อยหรือแม้กระทั่งไถเงิน
ผมอดทนจนบางครั้งแทบอยากย้ายโรงเรียน
แต่ผมเชื่อว่าการอดทนและสู้ทำดีกับคนที่ร้ายกับเรา
ต้องส่งผลอะไรกับมาบ้าง
เวลาที่ต้องอยู่ร่วมกันนานๆ
มันกลายเป็นการเปิดประตูที่พวกเค้าปิดกั้น
ผมเริ่มมองเห็นอีกด้านหนึ่ง
-เหรียญมันมีสองด้านเสมอ-
จากวันเป็นเดือน เดือนเป็นปี
ผมอยู่ร่วมกับคนพวกนี้มาแล้ว 2 ปี
พวกเค้าไม่แกล้งเพื่อนผมแล้ว
พวกเค้าเงียบเวลาผมบอกให้ฟังอาจารย์
พวกเค้าแบ่งเวลาสูบบุหรี่มาเตะบอลกับพวกผมอย่างเมามันส์
วันนี้เรากลายเป็นเพื่อนรักกันสุดๆ
ที่แม้อาจารย์ยังไม่เข้าใจ
มันยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจว่าเด็กเกเร พวกเค้าไม่ได้มีจิตใจที่เลวร้ายอะไรเลย
มันเป็นความเก็บกดภายในแต่แรกที่ถูกตราหน้าว่าเด็กที่เรียนไม่ดี เป็นสิ่งที่โรงเรียนไม่ต้องการ
พวกเค้าฉลาดด้านการใช้ชีวิต แต่เค้าช้าที่จะดึงความรู้จากตำรา
การถูกดุด่าและลงโทษมาตั้งแต่ ม.ต้น เป็นตัวการที่ทำให้เค้าแสดงออกตามที่ผู้ใหญ่ชี้นิ้วให้เป็น
เค้าไม่ได้อยากเป็นอย่างนี้
แต่เค้าเด่นเรื่องเรียนไม่ได้ การกีฬาก็ไม่เปิดรับเด็กที่ดูขาดวินัย แม้กระทั่งทางดนตรีก็จำเพาะกับคนที่มีเงินซื้ออุปกรณ์
เค้าจึงเรียกร้องความสนใจในด้านที่ไม่ดี ให้สังคมรู้ว่าเค้าก็มีตัวตนอยู่
ยิ่งคบหา ผมยิ่งเห็นจิตใจที่ดีงามที่ซ่อนอยู่ลึกๆ พวกเค้ามีความฝัน พวกเค้าอยากเป็น พวกเค้ารักพ่อแม่
และที่เด่นที่สุด
เด็กเกเร จะรักเพื่อนและถวายชีวิตให้กับคำว่าเพื่อนแท้กว่าใครเป็นไหนๆ
เพื่อนคนไหนป่วยหรือมีปัญหาทางจิตใจ ทุกคนจะพร้อมใจกันโดดเรียนไปอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าจะดีขึ้น
เค้าจะปกป้องเพื่อนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม เหมือนนกบางชนิดที่ซ่อนลูกๆไว้ในวงล้อมจากสัตว์ป่า
นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเค้าจึงดูก้าวร้าว
ความก้าวร้าวเป็นสัญชาตญาณของการอยู่รอด
การคบเด็กเกเรมันส์กว่าคบเด็กเรียน
บ่อยครั้งที่ผมแอบโดดเรียนชั่วโมงคณิตศาสตร์ไปตีดรัมมี่กับพวกเค้าในห้องน้ำ
ใครตีโง่ให้โกนหะมอยให้หมด
หรือคนชนะจะสั่งใครก็ได้ให้ใส่กางเกงในตัวเดียวยืนหน้าห้องน้ำจนกว่าจะมีนักเรียนหญิงเห็น
ไข่ผมเคยเป็นผีหัวโกร๋นครั้งนึงก็เพราะการละเล่นนี้
พวกเค้าให้เสียงหัวเราะผมได้ทุกวัน
ม. 5 โรงเรียนประกาศรับสมัครเด็กนักเรียนไฟแรง มีความสามารถ เป็นประธานนักเรียน
ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียนเกือบทุกโรงเรียนไปแล้ว ที่เด็กสายวิทย์จะลงชิงชัยกัน ครั้งแรกที่โรงเรียนมีชื่อเด็กคนหนึ่งลงสมัครในนามตัวแทนสายศิลป์
ผมตัดสินใจลงสมัครประธานนักเรียน
ผมไม่ได้สมัครเพื่อต้องการเป็นประธานนักเรียน
แต่ผมขอโอกาส
ขอโอกาสที่จะเล่าในสิ่งที่ผมเห็นมาตลอด 5 ปีในโรงเรียนนี้
ขอประกาศและตะโกนดังๆ ให้อาจารย์และนักเรียนทุกคนรู้ว่า
"พวกเค้ามีตัวตนอยู่"
เทศกาลหาเสียงเกิดขึ้น
ผู้สมัครทั้ง 6 คนได้รับอนุญาตให้ติดป้ายหาเสียงและเดินสายหาเสียงตามห้อง
แต่ผู้สมัครหมายเลข 4 เพียงคนเดียวที่ไม่มีป้ายหาเสียง
ไม่เดินสายใดๆ ในการหาเสียง
เพื่อนในห้องของผมทุกคนรอแค่วันเดียว
วันเดียวเท่านั้นที่เค้าต้องการ
แล้ววันที่ผู้สมัครทุกคนจะต้องมาพูดหน้าเสาธง ณ สนามใหญ่ของโรงเรียน
นักเรียนกว่า 3,000 คน พร้อมครูอาจารย์ทั้งโรงเรียนต่างรอฟังนโยบายของแต่ละคน
ผมยืนเป็นคนที่ 4 วันนี้แต่งตัวดีมาเป็นพิเศษ สังเกตได้จากผมใส่เยลจนหัวตั้งเด่
ผู้สมัครทั้ง 3 คนต่างเน้นนโยบายเพื่อพัฒนาโรงเรียนมากมาย
คอมพิวเตอร์ห้องสมุด 200 เครื่อง, ห้องน้ำโรงเรียนปูพื้นหินอ่อน,ทำสนามฟุตบอลมินิ,เพิ่มโครงการพัฒนาชนบท ฯลฯ
ทุกคำที่ล้วนออกมาจากปาก ต่างได้เสียงปรบมือจากเด็กนักเรียนอย่างชอบใจ
"ขอเชิญนาย วิธาน เอื้อเฟื้อ ผู้สมัครหมายเลข 4 ห้องศิลป์-ภาษา เชิญค่า"
ผมก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมสูดหายใจลึกๆ ตาเหลือบมองอนุสาวรีย์ ร.5 เพื่อเรียกกำลังใจ
"สวัสดีครับ ผมเป็นตัวแทนของนักเรียนในสายศิลป์...
...นโยบายของผมที่จะกล่าว ไม่มีการใช้เงินใดๆ ทั้งสิ้น"
ผมหยุดสักพักเพื่อให้ทุกคนฉงนกับสิ่งที่พูดไป เสียงฮือฮาก้องบริเวณ
"ยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองทุกคนต่างทราบดีว่าเราต้องประหยัดรอบด้าน
..และต่อให้การพัฒนาลงไปมากเท่าไหร่ มันจะไม่มีวันดีขึ้นถ้ามีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่มีการพัฒนา..นั่นคือจิตใจ"
ตลอด 20 นาทีที่ผมยืนอยู่ตรงนั้น ผมพูดในสิ่งที่ทุกคนไม่เคยมอง
ผมพูดถึงเด็กเกเร ผมเล่าถึงความทุกข์ของพวกเค้า
ผมพูดทุกอย่างแม้กระทั่งสั่งสอนผู้สมัครหมายเลข 2 ที่บอกว่าจะมีกรรมการนักเรียนพิเศษตรวจจับนักเรียนสูบบุหรี่
ผมพูดไปด้วยและมองเพื่อนสายศิลป์ของพวกผมไปด้วย
ตอนนี้พวกเค้าเงียบโดยไม่ต้องบอกให้ใครสั่ง
เค้ารอวันที่จะมีคนประกาศว่าพวกเค้ามีตัวตน
เค้ารอวันนี้มานานแล้ว
ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานนักเรียนอันดับ 1 ในอาทิตย์ถัดมา
----------------------------------------------------
จบเรื่องไม่กล้าเล่าเรื่องที่ 3
- เพราะเรื่องนี้ผมไม่ได้หาเสียงกับนักเรียน แต่ผมกำลังบอกอาจารย์ทุกคนในการปฏิบัติต่อนักเรียน
- ปัจจุบัน เพื่อนเกเรผมบางคนเป็นเจ้าของเต๊นท์รถ โปรดิวเซอร์รายการ เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าส่ง
ทุกคนไปได้สวยและร่ำรวย ขณะที่ผมกับเด็กเรียนสายวิทย์ทั้งหลายเป็นแค่พนักงานบริษัทต๊อกต๋อย
พวกเค้าเก่งในการใช้ชีวิตที่ไม่มีในตำรา
Comments (46)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://vazzup.spaces.live.com/blog/cns!EA6794EFE6BFD759!1183.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|