| Vazzup's profile:: Vazzup ฮาได้ทุกสถานกา...PhotosBlogLists | Help |
|
12 November คนเรา ตายง่ายคนเรา ตายง่าย
ผมพยายามชูแขนขึ้นเหนือให้มากที่สุด
ขาถีบ ตะกายจะเอาตัวขึ้นจากน้ำ
แต่เหมือนตัวผมกำลังจะยิ่งจม
ผมพยายามร้องให้ช่วย
แต่ปากผมอยู่ใต้น้ำ
นานเท่าไหร่แล้วไม่รู้
ที่ร่างกายของผมทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ
มีแค่ปลายนิ้วเท่านั้นที่พ้นน้ำ
...พี่น้องของผมทั้ง 5 คน
จะเห็นผมมั๊ย
เห็นผมทีเถอะ
เห็นผมที
...
.
มีมือกระชากแขนอย่างแรง
ผมเจ็บที่ข้อมืออย่างมาก แต่กลับรู้สึกว่ามือนั้นอบอุ่น
หัวผมขึ้นมาเหนือน้ำ ผมเห็นท้องฟ้าอีกครั้ง
สูดหายใจเฮือกใหญ่
พี่สาวคนโตเป็นคนเอาตัวผมขึ้นมา
ทุกคนร้องระงม ทั้งโวยวาย ทั้งตระหนก
ผมยังมีสติ แต่ไม่อยากลืมตาเลย
ผมเหนื่อย ผมอยากนอน
------------------------------------------------
เด็กชายโอ๋ วัย 5 ขวบ ลงเล่นน้ำที่เขื่อนข้างบ้าน พร้อมกับพี่ๆ ที่พาไป ทุกคนลงเล่นน้ำลึกกันหมด
ปล่อยให้น้องนั่งเล่นน้ำตื้นอยู่ริมตลิ่ง น้องเห็นพี่ๆ เล่นกันสนุก จึงอยากลงไปเล่นตาม
เลยเดินก้าวเข้าไปที่น้ำลึก แต่ไม่ทันที่จะรู้สึกว่ามีพื้นให้ตัวเองเหยียบอีกแล้ว ตัวก็ผลุบลงไปใต้น้ำ
ความแรงของเขื่อน ซัดปลิวไปอย่างรวดเร็ว แล้วมาหยุดนิ่งบริเวณกำแพงเขื่อน
ตะกายตัวเองจนผลุ่บๆ โผล่ๆ จนพี่สาวคนโตที่ตามหามาเห็นเข้าเลยช่วยไว้ทัน
เหตุการณ์เด็กว่ายน้ำไม่เป็นแต่เสือกอยากสดเมื่อ 21 ปีที่แล้ว
เป็นที่น่าเสียดายที่มีคนช่วยได้ทัน ไม่งั้นผมคงเป็นคนที่มีชื่อเสียงตั้งนานแล้ว
ได้ลงหนังสือพิมพ์ไม่รู้กี่ฉบับ
มนุษย์จริงๆ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตายง่ายมาก
สรีระที่เปราะบาง สัญญาณเอาชีวิตรอดไม่มีมาแต่เกิด
มีแต่ต้องฝึกหัด และใช้สติปัญญาล้วนๆ ในการทำชีวิตให้รอด
ไม่เชื่อลองอยู่ๆ เอาคนในเมืองกรุง ไปหลงป่าดงดิบสัก 3 วัน
ชีวิตที่ใช้อยู่ตอนนี้ เราก็ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ใช่มั๊ย
คนอ่านลองดูรอบๆ ตัว ของใช้ในบ้านมีอะไรที่ทำให้เราตายได้บ้าง
เห็นมั๊ย
..เต็มไปหมด..
เราไม่รู้ว่าอยู่ๆ จะมีอะไรมาตกใส่หลังคาบ้านเรา
ความตายมันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จงอย่าประมาท
อย่าประมาทว่าตัวเองจะมีอายุถึงเท่านี้ๆ
อย่าประมาทว่าวันนี้ ตัวเองจะได้นอนแล้วตื่นเห็นในวันพรุ่งนี้
ตั้งสติให้ระลึกความตายเสมอ แล้วทำใจไม่ให้ยึดติด
เพราะจิตที่ไม่ยึดติดในขณะตาย ย่อมเข้าสู่นิพพาน
Vazzup มาพูดธรรมะ
ทุกคนเชื่อกะตามั๊ย
เรื่องของเรื่องที่มาเล่าถึงความตายให้ฟัง
เพราะเมื่อคืนผมฝันว่าผู้หญิงของผมตาย
ผมร้องไห้ชักดิ้นชักงอ ทั้งที่ในชีวิตจริงไม่เคยแสดงว่าจะห่วงใยอะไรเค้า
ในฝันผมร้องไห้อย่างทรมาน เพราะมันรับไม่ได้
ผมนั่งรถกับเค้าไปด้วยกันในบ้านพักนึง
ผมไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วทิ้งเค้าไปตามลำพัง
เหมือนชีวิตจริงที่ผมทำ
ตื่นเช้ามากลับบ้าน เจอแต่แม่ยืนหน้าสลดอยู่หน้าบ้าน
แล้วบอกว่า เค้าโดนฆ่าข่มขืน
แปลกที่ตอนแรก ผมรู้กับตัวเองว่านี่คือฝัน
นี่มันฝัน ผมบอกกับตัวเองว่าให้ตื่น
แต่มันไม่ตื่น แม่ก็พูดซ้ำอยู่อย่างนั้น
พูดซ้ำว่าเค้าตายแล้ว
จนรู้ว่านี่ไม่ใช่ฝัน
ผมจึงเริ่มร้องไห้
ผมนึกภาพตอนเค้ากำลังอยู่ในช่วงความเป็นความตาย
ผมสงสาร ทั้งรู้สึกผิด
ชีวิตจริงผมไม่เคยใส่ใจอะไรเค้าเลย
แต่พอถึงวันนี้จริงๆ ผมกลับขาดเค้าไม่ได้
คนที่เกลียดคนฆ่าตัวตาย
ตอนนี้ผมกลับอยากหามีดสักเล่มมาแทงตัวเองให้ตาย
ความตายผมไม่กลัวแล้ว แต่ผมกลัวที่จะต้องอยู่อย่างทรมาน
ผมวิ่งเข้าไปในครัว เพื่อหามีดทันที
แล้วสวรรค์ก็เมตตา
ปลุกผมให้ตื่นด้วยกระต่ายสองตัวที่ผมเลี้ยงไว้ส่งเสียงดัง
ผมลืมตาค้างอยู่อย่างนั้น
โล่งอก~
ความเศร้าเมื่อกี้มันอันตรธานหายไปสิ้น
มองไปที่กระต่ายที่กำลังเด้ากัน ดึ้บๆๆๆๆๆ
นึกถึงความฝันเมื่อกี้ ก็ย้อนนึกตัวเอง
เราเคยนึกที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
เวลาที่เราเจอเหตุการณ์แบบนี้ เราจะเป็นยังไง
แต่ก็แปลก ที่ในฝันร้ายที่สุด
กลับเป็นครู ให้บทเรียนได้ดีที่สุดเหมือนกัน
-----------------------------------------------------------------------
ผมเคยเขียนเล่าเรื่อง "ผีมีจริงในโลก" มาครั้งนึง
วันนี้ผมก็ยังยืนยันว่า ผีมีจริงในโลก
พ่อเคยเข้าฝันผมมาครั้งนึง
ในภาพความฝัน ผมนั่งรถไปกับพ่อ
ผมถามว่าพ่อไปไหน
พ่อไม่ตอบ
ผมถามอีกครั้ง
พ่อบอกว่าจะเอาผมไปด้วย
พ่ออยากได้ผม
แล้วจู่ๆ พ่อก็หันหน้ามามองผม
แล้วก็บอกว่า "ระวังคาง!!"
จากนั้นก็กระชากหัวตัวเองยืดขึ้นไป
ผมตกใจตื่น
แต่กลับถูกผีอำต่อ
มีคนกำลังดึงหัวผม
ผมขยับตัวไม่ได้
ผมไม่กล้ามองขึ้นไปบนหัว
นั่นพ่อหรือเปล่า หรือว่าใคร?
สักพักก็กลับสู่ปกติ
ไปเล่าให้แม่ฟัง
ซึ่งแกก็รู้สึกเฉยๆ
เพราะเรื่องโดนผีอำเป็นเรื่องที่ผมไปเล่าให้แกฟังบ่อยจนชิน
ผมเข้าวัดไปปฏิบัติธรรมในวัน เสาร์-อาทิตย์ ตามปกติ
ในสองวันนี้ หลวงพ่อมาลูบ-เคาะหัวผมบ่อยมาก ในขณะนั่งสมาธิ
วันจันทร์พรุ่งนี้ผมต้องไปโรงเรียน
ขอตัวลาหลวงพ่อกลับราวๆ สี่ทุ่ม คืนวันอาทิตย์
"แม่กลับด้วย"
แม่ผมขอกลับด้วย ก็แปลก พรุ่งนี้วันพระ ปกติแม่จะอยู่ทำบุญตอนเช้า ก่อนกลับ
ผมก็พาแม่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน
ขี่รถแบบเงียบๆ เราไม่ได้พูดอะไรกันเลย
มาได้ถึงครึ่งทาง มาถึงเนินราชภัฏรำไพพรรณี
ซึ่งถนนช่วงนั้นทั้งแคบ ทั้งรถบรรทุกวิ่งทำความเร็ว
ผมดูที่กระจกรถ ด้านหลังมีรถบรรทุกขับมาแบบกระหึ่มๆ
จึงชิดซ้ายขับบนไหล่ทาง
แต่ปรากฏว่า ไหล่ทางนั้นมีเศษยางแตกขนาดใหญ่ขวางอยู่
กว่าที่แสงไฟหน้าของมอร์ไซค์ผมจะฉายถึง ผมก็หลบไม่ทันแล้ว
รถผมเหยียบเข้ายางเส้นนั้น จนลอยตัวสูง
รถเสียหลักแล้ว แบบตุปัดตุเป๋
รถบรรทุกใหญ่บีบแตรไล่หลังเสียงดังสนั่น แล้วขับผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมๆ กับรถกำลังล้ม
มือผมมัวแต่กำแฮนด์มอร์ไซค์ไว้แน่น จนลืมที่จะป้องกันหัวตัวเอง
หน้าผมกระแทกกับพื้นถนนอย่างแรง ในลักษณะหน้าเงย
ดังนั้นคางผมจึงกระแทกก่อนใบหน้า
แล้วไถพรืดไปกับถนน
ผมได้ยินเสียง โผล๊ะ!
ก่อนที่ ทุกอย่างจะเงียบสงัด
ผมได้สติอีกครั้ง
ผมลุกขึ้นถามแม่เป็นอะไรมากมั๊ย
แล้วรีบลากรถเข้าข้างทาง
สำรวจตัวเอง
แปลกที่ผมเป็นอะไรไม่มากเลย
หัว หน้า คาง ไม่มีรอยแผลอะไรเลย
มีแต่รอยถลอกที่หัวเข้ากับข้อเท้า
ส่วนแม่ก็ไม่เป็นอะไรมากเหมือนกัน
แต่ที่มือขวากลับเลือดโชก แผลเหวอะหวะ เนื้อหลุดห้อย
ผมถามแม่ไปโดนตอนไหน
แม่บอกก่อนล้ม แม่ผมเอื้อมมือมาจับที่คางผม
เพราะเห็นว่าผมจะเอาหน้าลง
คางผมกระแทกที่มือแม่ ผมจึงไม่เป็นอะไร
แม่ปวดมาก กระดูกคงแตก
แต่หน้าแม่ยังยิ้ม
แกคงดีใจที่กลับมาด้วย
แม่กลับมาขอซื้อชีวิตผม
Comments (14)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://vazzup.spaces.live.com/blog/cns!EA6794EFE6BFD759!1012.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|